วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Topology

ทุกเครือข่ายต้องประกอบด้วยโทโปโลยีใดโทโปโลยีหนึ่งต่อไปนี้
= โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)
= โทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology)
= โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology)
= โทโปโลยีแบบเมช (Mesh Topology)
สำหรับโทโปโลยีแบบบัส คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ จะแชร์สายสัญญาณกัน ส่วนโทโปโลยีแบบดวงดาวนั้นเป็นการเชื่อมต่อแบบกระจาย โดยใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รวมศูนย์ เช่น ฮับ การเชื่อมคอมพิวเตอร์ให้มีลักษณะเป็นวงแหวนจะเรียกว่า โทโปโลยีแบบวงแหวนส่วนการเชื่อมต่อแบบเมซนั้น คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อกันของเครือข่ายนั้นอาจจะเป็นแบบลูกผสม คือ อาจประกอบด้วย หลายๆ โทโปโลยีหนึ่งเครือข่ายก็ได้

โทโปโลยีแบบบัส (Bus Topology)โทโปโลยีแบบบัส บางทีก็เรียกว่า Linear bus เพราะมีการเชื่อมต่อแบบเส้นตรงซึ่งเป็นลักษณะการเชื่อมต่อที่ง่ายที่สุด และเป็โทโปโลยีที่นิยมกันมากที่สุดในสมัยแรกๆ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับสายสัญญาณร่วม หรือ บัส จะสื่อสารกันโดยใช้ที่อยู่ (Address) ซึ่งคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกัน ในการส่งสัญญาณในสายที่แชร์กันนี้จำเป็นที่ต้องเข้าใจหลักการต่อไปนี้
- การส่งข้อมูล
- การสะท้อนกลับของสัญญาณ
- ตัวสิ้นสุดสัญญาณ

ลักษณะการส่งข้อมูล
การส่งข้อมูลบนเครือข่ายที่มีโทโปโลยีแบบบัสนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปบนสายสัญญาณในรูปแบบของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสัญญาณนี้จะเดินทางไปถึงคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้ากับสื่อกลางบัส แต่เฉพาะคอมพิวเตอร์เครื่องที่มีอยู่ตรงกับที่อยู่ของผู้รับที่อยู่ในข้อมูลเท่านั้น จึงจะนำข้อมูลนั้นไปทำการโพรเซสส์ต่อไป ส่วนเครื่องอื่นๆ ก็จะไม่สนใจข้อมูลนั้น เนื่องจากสายสัญญาณเป็นสื่อกลางที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้นคอมพิวเตอ์แค่เครื่องเดียวเท่านั้นที่จะส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่งเนื่องจากมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ดังนั้น จำนวนคอมพิวเตอร์ที่พ่วงต่อเข้ากับสื่อกลางจะมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่าย เพราะยิ่งจำนวนคอมพิวเตอร์มีมากเท่าไร ยิ่งทำให้คอมพิวเตอร์ต้องรอนานเพื่อที่จะส่งข้อมูล ซึ่งอาจมีผลทำให้เครือข่ายช้ามากขึ้นยังไม่มีวิธีการที่เป็นมาตรฐาานในการวัดว่าจำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายอย่างไร ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายลดลงนั้นไม่ใช่เฉพาะจำนวนคอมพิวเตอร์อย่างเดียว สิ่งต่อไปนี้เป็นปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายได้
=ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
= จำนวนของโปรแกรมที่กำลังรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์
= ชนิดของแอพพลิเคชันที่ใช้เครือข่าย เช่น แอพพลิเคชันแบบไคลเอนท์เซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมถ่ายโดนไฟล์ผ่านเครือข่าย เป็นต้น
= ระยะห่างระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
ในขณะใดขณะหนึ่งคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายจะเช็คดูว่ามีข้อมูลส่งมาถึงตัวเองหรือไม่ หรือไม่ก็กำลังส่งข้อมูล เนื่องจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องไม่มีหน้าที่ในการส่งข้อมูล ดังนั้นเมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดทำงานก็จะไม่ทำให้เครือข่ายล่มได้

การสะท้อนกลับของสัญญาณและเทอร์มิเนเตอร์เนื่องจากข้อมูลที่ส่งไปในเครือข่ายอยู่ในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาณนี้จะต้องเดินทางจากปลายข้างหนึ่งไปยังปลายอีกข้างหนึ่งของสายสัญญาณ ถ้าไม่มีการจำกัดสัญญาณนี้มันก็จะสะท้อนกลับมาบนสายสัญญาณ ซึ่งอาจทำให้เครื่องอื่นๆ ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการหยุดการสะท้อนกลับไปกลับมาของสายสัญญาณนี้หลังจากที่ข้อมูลได้ส่งถึงที่หมายเรียบร้อยตัวเทอร์มิเนเตอร์ (Terminater) จะทำหน้าที่ดูดกลืนสัญญาณเพื่อไม่ให้สะท้อนกลับ และจะถูกติดไว้ที่ปลายสัญญาณ การดูดกลืนสัญญาณนี้จะทำให้สัญญาณว่าง และพร้อมสำหรับการส่งข้อมูลอีกที่ปลายทั้งสองข้างของสายสัญญาณจะต้องเสียบเข้ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เน็ตเวิร์คการ์ด หรือตัวเชื่อมต่อ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณให้มีระยะยาวขึ้น ปลายที่ไม่ได้เสียบเข้ากับอุปกรณ์จะต้องติดตัวเทอร์มิเนเตอร์เพื่อป้องกันการสะท้อนกลับของสัญญาณ

โทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology)
สำหรับโทโปโลยีแบบดวงดาว (Star Topology) นี้ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณเข้ากับอุปกรณ์รวมศูนย์ที่เรียกว่า “ ฮับ” โดยการเชื่อมต่อแบบดวงดาวคือ เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องใดจะส่งข้อมูลก็จะส่งไปที่ฮับก่อน แล้วฮับจะทำหน้าที่กระจายข้อมูลไปยังทุกเครื่องที่เชื่อมเข้ากับฮับ การต่อแบบนี้เริ่มใช้ในสมัยแรกๆ โดยการเชื่อมต่อเทอร์มิเนเตอร์กับเครี่องเมนเฟรม การเชื่อมต่อแบบนี้มีข้อดี คือ การรวมศูนย์เพื่อการบริหารทรัพยากร อย่างไรก็ตามการเชื่อมต่อแบบนี้จะสิ้นเปลืองสายสัญญาณมาก เนื่องจากทุกเครื่องต้องใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อเข้ากับฮับ และอีกอย่างหนึ่งถ้าหากอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับส่งข้อมูลหยุดทำงาน ระบบเครือข่ายก็จะล่มทันที แต่อย่างน้อยก็รู้สาเหตุ ข้อดีอีกอย่างของโทโปโลยีแบบนี้ คือ ถ้าสายสัญญาณขาด เฉพาะเครื่องที่ใช้สายสัญญาณนั้นเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้เครือข่ายได้ ส่วนเครื่องอื่นๆ ยังใช้เครือข่ายได้เช่นเดิม เนื่องจากฮับจะทำหน้าที่เป็นตัวสิ้นสุดสัญญาณโดยอัตโนมัติเมื่อสายขาด การเชื่อมต่อแบบนี้จะเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากอีเธอร์เน็ตซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันก็ใช้การเชื่อมต่อหรือโทโปโลยีแบบดวงดาว

โทโปโลยีแบบวงแหวน (Ring Topology)
โทโปโลยีแบบวงแหวนนี้จะใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นห่วงหรือวงแหวน การเชื่อมต่อแบบนี้สัญญาณจะเดินทางเป็นวงกลมในทิศทางเดียว และจะวิ่งผ่านคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งจะทำหน้าที่ทวนสัญญาณไปในตัวแล้วส่งผ่านไปเครื่องถัดไป ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งเครื่องใดหยุดทำงานก็จะทำให้ระบบเครือข่ายล่มเช่นกัน

การส่งต่อโทเคน (Token Passing)วิธีที่จะส่งข้อมูลในโทโปโลยีแบบวงแหวนเรียกว่าการส่งต่อโทเคน โทเคนเป็นข้อมูลพิเศษที่ส่งผ่านในเครือข่ายแบบวงแหวน แต่ละเครือข่ายจะมีเพียงโทเคนเดียวเท่านั้น โทเคนนี้จะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ สำหรับเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลเมื่อได้รับโทเคนแล้วก็จะมีสิทธิ์ที่จะส่งข้อมูล การส่งข้อมูลก็ทำได้โดยใส่ที่อยู่ของเครื่องรับไว้ในข้อมูลแล้วส่งต่อๆ กันไป เมื่อข้อมูลมาถึงเครื่องปลายทาง หรือเครื่องที่มีที่อยู่ตรงกับที่ระบุในเฟรมข้อมูล เครื่องนั้นก็จะนำข้อมูลไปโพรเซสส์ และส่งเฟรมข้อมูลตอบรับกลับไปยังเครื่องส่งเพื่อบอกให้ทราบว่าได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เมื่อเครื่องส่งได้รับการตอบรับแล้ว ก็จะส่งผ่านโทเคนต่อไปยังเครื่องถัดไป เพื่อเครื่องอื่นจะได้มีโอกาสส่งข้อมูลบ้าง

โทโปโลยีแบบเมซ (Mesh Topology)
โทโปโลยีเมซคือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แบบสมบูรณ์ กล่าวคือ คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อถึงกันหมดโดยใช้สายสัญญาณทุกการเชื่อต่อ วิธีการนี้จะเป็นการสำรองเส้นทางเดินทางข้อมูลได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าสายสัญญาณเส้นใดเส้นหนึ่งขาด ก็ยังมีเส้นทางอื่นที่สามารถส่งข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังเป็นระบบที่มีความเชื่อถือได้สูง แต่ข้อเสียก็คือ เครือข่ายแบบนิ้จะใช้สัญญาณมาก ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบก็เพิ่มขึ้นในการเชื่อมต่อจริงๆ นั้นการเชื่อมต่อแบบเมซนั้นมีการใช้งานน้อยมาก เนื่องจากข้อเสียก็คือการเชื่อมต่อหลายจุด แต่เนื่องจากข้อดีของการเชื่อมต่อแบบเมซคือ การมีเส้นทางสำรองข้อมูล จึงได้มีการประยุกต์ใช้การเชื่อมต่อแบบเมซบางส่วน หรือการเชื่อมต่อแบบเมซที่ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ จะเชื่อมต่อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นหรือสำคัญเท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีระบบเครือข่าย

1. เทคโนโลยี (LAN Technology) เทคโนโลยีคือลักษณะทางกายภาพ (ภายนอก) ของเครือข่าย ซึ่งหมายถึง ลักษณะของการเชื่อมโยงสายสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในเครือข่ายด้วยกันนั่นเอง เทคโนโลยีของเครือข่าย LAN แต่ละแบบมีความเหมาะสมในการใช้งานแตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำการศึกษาลักษณะและคุณสมบัติ ข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีแต่ละแบบ เพื่อนำไปใช้ในการออกแบบพิจารณาเครือข่ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน รูปแบบของเทคโนโลยีของเครือข่ายหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้
[Wireless LAN หรือเรียกย่อๆว่า WLAN] เป็นส่วนที่นำมาเสริม หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ LAN ไร้สายช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆบนเครือข่ายโดยไม่ต้องมองหาช่องเสียบสัญญาณเครือข่ายอีกต่อไป LAN ไร้สายเป็นระบบการสื่อสารข้อมูลแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนขยาย LAN จะใช้ตัวกลางไร้สายไร้สายที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสื่อสารข้อมูลแทนการใช้สายสัญญาณ เทคโนโลยีของLAN ไร้สาย ลักษณะการเชื่อมต่อของ LAN การเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์กเข้าด้วยกัน จะต้องศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบต่างๆ ของระบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ และความเหมาะสมว่ารูปแบบใดจะเหมาะสมกับงาน ซึ่งสามารถแยกเป็นรูปแบบใหญ่ๆ ได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
1. แบบ Bus เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับสายสัญญาณหลักที่เรียกว่า แกน หรือลำต้นหลัก(trunk) หรือแบ็คโบน(backbone) คือ กระดูกสันหลังของระบบนั่นเอง รูปแบบนี้จะใช้กันมากในระบบเน็ตเวิร์กชนิด Ethernet อันเป็นระบบแลนที่เห็นกันโดยทั่วไป และได้รับความนิยมสูง
ข้อดี
1. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางสายเคเบิลมากนัก
2. สามารถขยายระบบได้ง่าย
3. เสียค่าใช้จ่ายน้อย
ข้อเสีย
1. การตรวจหาโหนดเสีย ทำได้ยาก
2. เนื่องจากขณะใดขณะหนึ่งจะมีคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อความออกมาบนสายสัญญาณ ดังนั้นถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ อาจทำให้เกิดการคับคั่งของเน็ตเวิร์ก ซึ่งจะทำให้ระบบช้าลงได้

2. แบบ Ring เครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบวงแหวนจะสื่อสารด้วยการส่งผ่านข้อมูลในทิศทางเดียวกันไปตามสายของเน็ตเวิร์ก ข้อมูลที่สื่อสารระหว่างโหนด 2 โหนด จะไหลไปในวงทีละโหนดเรื่อยๆ จากโหนดที่ต้องส่งข้อมูล จนถึงโหนดที่ต้องการรับข้อมูล
ข้อดี 1. ใช้เคเบิลและเนื้อที่ในการติดตั้งน้อย
2. คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเน็ตเวิร์กมีโอกาสที่จะส่งข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกัน
ข้อเสีย
1. หากโหนดใดโหนดหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นจะค้นหาได้ยากว่าต้นเหตุอยู่ที่ไหน และวงแหวนจะขาดออก

3. แบบ Star ระบบนี้จะมีเครื่องที่มีความสามารถสูง หรือที่เรียกกันว่า เซ็นทรัลโหนด (Central node) อยู่ตรงกลางเป็นตัวเชื่อมระบบ และจัดการในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ ของระบบ และจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานร่วมกันในระบบอยู่รอบๆ

ข้อดี
1. ติดตั้งและดูแลง่าย
2. แม้ว่าสายที่เชื่อมต่อไปยังบางโหนดจะขาด โหนดที่เหลืออยู่ก็ยังจะสามารถทำงานได้ ทำให้ระบบเน็ตเวิร์กยังคงสามารถทำงานได้เป็นปกติ
3. การมี Central node อยู่ตรงกลางเป็นตัวเชื่อมระบบ ถ้าระบบเกิดทำงานบกพร่องเสียหาย ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าจะไปแก้ปัญหาที่ใด
ข้อเสีย
1. เสียค่าใช้จ่ายมาก ทั้งในด้านของเครื่องที่จะใช้เป็น central node และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสายเคเบิลในสถานีงาน
2. การขยายระบบให้ใหญ่ขึ้นทำได้ยาก เพราะการขยายแต่ละครั้งจะต้องเกี่ยวเนื่องกับโหนดอื่นๆ ทั้งระบบ

เนื่องจากทางด่วนข้อมูล ต้องการความสามารถเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างทุก ๆ จุดบนเครือข่าย เช่นเดียวกับที่เครือข่ายโทรศัพท์สามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงระหว่างคู่สนทนาใด ๆ ที่ใช้บริการโทรศัพท์ได้ เทคโนโลยีของเครือข่ายพื้นที่กว้างแบบที่ไม่สามารถทำการสวิตชิ่งได้ ซึ่งใช้สำหรับเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างสองจุดที่กำหนดไว้ตายตัว (Point-to-Point) จึงไม่เข้าข่ายที่จะใช้ได้ โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีที่เหมาะกับทางด่วนข้อมูลนั้น จึงต้องเป็นเทคโนโลยีเครือข่ายพื้นที่กว้างแบบที่สามารถทำการสวิตชิ่งได้ (Switched WAN) เท่านั้น เทคโนโลยีเครือข่ายพื้นที่กว้างแบบที่สามารถทำการสวิตชิ่งได้หลัก ๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีหลายประเภทคือ เทคโนโลยีเครือข่ายแบบใช้โมเด็ม (Dialup/Modem) เทคโนโลยี X.25 เทคโนโลยีแบบถ่ายทอดเฟรม (Frame Relay) เทคโนโลยี SMDS เทคโนโลยีเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอล (ISDN) ตลอดจน เทคโนโลยีระบบสื่อสารชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะขออธิบายดังนี้

เทคโนโลยีเครือข่ายแบบใช้โมเด็ม (Dialup/Modem)
เทคโนโลยีนี้อาศัยเครือข่ายโทรศัพท์ที่มีอยู่เป็นเครือข่ายในการส่งผ่านสัญญาณ โดยข้อมูลที่ต้องการส่งจะถูกแปลงเป็นสัญญาณอนาลอกที่ต้นทาง และ แปลงกลับเป็นสัญญาณดิจิตอลที่ปลายทางตามลำดับโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าโมเด็ม (modem) การแปลงสัญญาณนั้นมีความจำเป็น เนื่องจาก ต้องทำให้สัญญาณมีความเหมาะสมที่จะส่งผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งถูกออกแบบไว้สำหรับสัญญาณเสียงเท่านั้น ความเร็วของข้อมูลที่สามารถรับส่งได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเด็มเป็นหลัก ซึ่งอยู่ระหว่าง 1,200 บิตส์ต่อวินาที (bit per second: bps) ถึง 28.8 กิโลบิตส์ต่อวินาที (kbps)

ข้อดีของเทคโนโลยีแบบใช้โมเด็มคือมีราคาถูก และสามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึงได้ง่าย เนื่องจากใช้เครือข่ายโทรศัพท์ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อสารที่เข้าถึงผู้ใช้มากที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้มีข้อเสียคือ มีความเร็วต่ำ ไม่เหมาะกับการสื่อสารแบบมัลติมีเดีย ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จึงแพร่หลายในหมู่ผู้ใช้บริการกระดานข้อมูล (Bulletin Board System: BBS) และ อินเตอร์เน็ต เท่านั้น

เทคโนโลยีเครือข่ายแบบ X.25, Frame Relay และ SMDS X.25 เป็นโปรโตคอล (protocol) ที่เป็นมาตราฐานสากลสำหรับเครือข่ายสื่อสารข้อมูลแบบแพกเก็ตสวิตช์ (packet switching) ในเครือข่ายแบบนี้ ข้อมูลที่ต้องการส่งจะถูกแบ่งออกเป็นแพกเก็ต (packet)1 ย่อย ๆ แพกเก็ตเหล่านี้จะถูกถ่ายทอด (relay) จากผู้ส่งไปยังผู้รับผ่านทางเครือข่าย โดยใช้ข้อมูลจากส่วนหัว (header) ในแต่ละแพกเก็ตซึ่งระบุถึงผู้รับ เครือข่ายแบบ X.25 นี้แตกต่างจากเครือข่ายโทรศัพท์คือเป็นเครือข่ายดิจิตอลล้วน ๆ และมีความเชี่อถือได้สูง เนื่องจาก มีการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูลในแต่ละแพกเก็ตที่ทุก ๆ ชุมสายระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบความผิดพลาดด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดความล่าช้าในการถ่ายทอดแพกเก็ต ซึ่งทำให้ความเร็วของข้อมูลที่สามารถรับส่งได้ถูกจำกัดอยู่ที่อัตรา 56 kbps เท่านั้น

ความแพร่หลายของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN) ภายในหน่วยงานย่อยของบริษัทต่างๆ ได้สร้างความต้องการที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายท้องถิ่น ที่อยู่กระจัดกระจายเข้าเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อเครือข่ายท้องถิ่นเข้าด้วยกันนั้นต้องการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลที่มีความเร็วสูงกว่าเครือข่าย X.25 เทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบถ่ายทอดเฟรม (Frame Relay) มีลักษณะคล้ายของเครือข่าย X.25 มาก แต่ปรับปรุงให้มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลให้สูงขึ้น เครือข่ายแบบถ่ายทอดเฟรมสามารถเพิ่มความเร็วได้ ด้วยการยกเลิกการตรวจสอบความผิดพลาดของแพกเก็ต ซึ่งสามารถทำได้เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านสายใยแก้วนำแสงในปัจจุบัน ทำให้สามารถลดอัตราความผิดพลาดของการส่งผ่านข้อมูลลงได้มาก ด้วยวิธีนี้ ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลของเครือข่ายแบบถ่ายทอดเฟรมได้เพิ่มขึ้นถึงอัตราไม่เกิน 1.544 ล้านบิตต่อวินาที (Mbps) สำหรับมาตรฐานสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น และ ไม่เกิน 2.048 Mbps สำหรับมาตรฐานยุโรป

นอกจากเทคโนโลยีสำหรับเครือข่าย X.25 และเครือข่ายแบบถ่ายทอดเฟรมแล้ว ยังมีเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายสื่อสารข้อมูลอีกชนิดหนึ่ง คือ เครือข่าย SMDS (Switched Multi-megabit Data Service) เครือข่ายนี้ถูกพัฒนาต่อจากเครือข่ายแบบถ่ายทอดเฟรมให้มีความเร็วสูงขึ้นถึง 44.736 Mbps โดยการกำหนดขนาดของแพกเก็ตให้คงที่เพื่อให้การถ่ายทอดแพกเก็ตที่ชุมสายทำได้เร็วขึ้น แพกเก็ตที่มีขนาดคงที่นี้ถูกเรียกว่า เซล (cell) และเครือข่าย SMDS ถูกเรียกว่า เครือข่ายแบบถ่ายทอดเซล (Cell Relay)

เครือข่ายทั้งสามประเภทนี้ไม่เหมาะกับการส่งสารสนเทศแบบมัลติมีเดีย เนื่อง จากมันถูกออกแบบมาสำหรับเป็นเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเท่านั้น

เทคโนโลยีเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอล (ISDN) เทคโนโลยีเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอล (Integrated-Services Digital Network: ISDN) เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากความพยายามของผู้ให้บริการเครือข่าย (network provider) ในการรวมบริการของเครือข่ายโทรศัพท์ และ เครือข่ายสื่อสารข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง และ บริหารเครือข่าย ความสามารถของเทคโนโลยีแบบนี้ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถโทรศัพท์ไปพร้อม ๆ กับที่ส่งแฟ็กซ์ ข้อมูล หรือภาพไปในสายส่งเส้นเดียวกันในลักษณะบริการร่วม (integrated services) ได้ โดยที่ในทางกายภาพแล้ว เครือข่ายที่ใช้ส่งสัญญาณเสียงโทรศัพท์ และข้อมูล ยังคงแยกอิสระจากกัน

อย่างไรก็ตาม ความเร็วของเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอลในปัจจุบัน ยังคงจำกัดอยู่ที่ 64 kbps อันเป็นอัตราพื้นฐาน (Basic-Rate ISDN: BRI) สำหรับสายส่งทั่วไป และไม่เกิน 1.544 Mbps อันเป็นอัตราเบื้องต้น (Primary-Rate ISDN: PRI) สำหรับสายส่งเฉพาะ หรือ 2.048 Mbps ในกรณีของมาตรฐานยุโรป ซึ่งยังคงไม่เพียงพอสำหรับการส่งสัญญาณภาพเคลื่อนไหว หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายท้องถิ่นด้วยความเร็วสูง ทำให้บริการเหล่านี้ยังคงต้องอาศัยเครือข่ายชนิดอื่น หรือ อาศัยวงจรเช่าเฉพาะ (leased circuit)

ในบรรดาเทคโนโลยีเครือข่ายที่กล่าวมานี้ ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่เหมาะสมที่จะเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับทางด่วนข้อมูลเลย เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความเร็วในการส่งข้อมูล และ ข้อจำกัดที่ไม่สามารถส่งข้อมูลแบบมัลติมีเดียได้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับทางด่วนข้อมูลจะต้องสามารถส่งข้อมูลแบบมัลติมีเดีย และ ใช้เครือข่ายร่วมเครือข่ายเดียวสำหรับข้อมูลทุกประเภทได้ ในขณะที่มีความยืดหยุ่นพอที่จะรองรับกับบริการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า เทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดังกล่าวในปัจจุบัน และ อนาคตอันใกล้นี้ คือ เทคโนโลยีเครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอลแบบช่องสัญญาณกว้าง (Broadband ISDN: B-ISDN) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

เครือข่ายบริการร่วมระบบดิจิตอลแบบช่องสัญญาณกว้าง (B-ISDN) เป็นเครือข่ายที่มีความสามารถในการสวิตชิ่ง ซึ่งถูกออกแบบสำหรับการสื่อสารแบบมัลติมีเดียเทคโนโลยีสำหรับเครือข่ายแบบนี้ ประกอบขึ้นด้วยเทคโนโลยีพื้นฐาน 3 ชนิด

1) เทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง การสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเครือข่ายบริการร่วมแบบช่องสัญญาณกว้าง เพราะใยแก้วนำแสงสามารถทำให้รับและส่งข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ซึ่งต้องการความเร็วในการสื่อสารตั้งแต่ 150 Mbps ขึ้นไป
2) เทคโนโลยีลำดับขั้นดิจิตอลเข้าจังหวะ (SDH) เทคโนโลยีนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่างชุมสายในเครือข่าย (Network Node Interface: NNI)
3) เทคโนโลยี ATM เทคโนโลยีนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับเครือข่าย (User Network Interface: UNI)

เทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง (Optical Fiber Communication System)
การสื่อสารโดยใช้ใยแก้วนำแสงมีข้อดีคือ มีความสูญเสียในสายส่งต่ำ ทำให้สามารถส่งผ่านสัญญาณไปได้ไกล โดยไม่ต้องใช้เครื่องทวนสัญญาณ (repeater) นอกจากนี้ ใยแก้วนำแสงยังมีแถบความถี่กว้างทำให้สามารถส่งสัญญาณด้วยความเร็วสูงได้ เช่น ใยแก้วนำแสงเส้นเดียวซึ่งมีขนาดเท่าเส้นผมสามารถส่งสัญญาณโทรศัพท์ได้พร้อม ๆ กันได้ถึง 130,000 วงจร สำหรับระบบ 10 Gbps ข้อดีเหล่านี้ทำให้ใยแก้วนำแสงเข้ามาแทนที่สายส่งที่ทำจากโลหะได้ในระยะเวลาอันสั้น

เทคโนโลยี ATM (Asynchronous Transfer Mode)
ก่อนจะกล่าวถึงเทคโนโลยี ATM คณะผู้วิจัยจะขอทบทวนเทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก่อนเล็กน้อยเพื่อให้เข้าใจเทคโนโลยี ATM ได้ง่ายขึ้น ในปัจจุบันการถ่ายทอด (relay) สัญญาณ หรือการเชื่อมต่อด้วยการสวิตชิ่ง (switching) ระหว่างผู้ส่งและผู้รับข้อมูลในเครือข่ายสามารถทำได้ 2 วิธีคือ การสวิตช์วงจร (circuit switching) และ การสวิตช์แพกเก็ต (packet switching)

การสวิตช์วงจรเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งกับผู้รับโดยตรงทางกายภาพ โดยเคริอข่ายจะสร้างเส้นทางสำหรับส่งผ่านข้อมูลขี้นก่อนที่จะมีการเริ่มส่งข้อมูล ในระหว่างที่ทั้งคู่จองใช้เส้นทางนั้นอยู่ ไม่ว่าจะมีการส่งข้อมูลหรือไม่ก็ตาม ผู้ใช้คนอื่นจะไม่สามารถใช้เส้นทางนั้นได้ วิธีนี้มีข้อดีคือสามารถประกันความเร็วของการสื่อสารได้เนื่องจากผู้ใช้ผูกขาดการใช้เส้นทางนั้น อย่างไรก็ตาม การผูกขาดการใช้เส้นทางมีข้อเสียคือ ก่อให้เกิดการสูญเสียความจุของเครือข่าย และ มีความเหมาะสมเฉพาะกับการส่งผ่านข้อมูลที่มีลักษณะต่อเนื่อง เช่นเสียง หรือภาพเคลื่อนไหว ตัวอย่างของการสวิตช์วงจรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือ ระบบโทรศัพท์นั่นเอง

ส่วนการสวิตช์แพกเก็ตเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งกับผู้รับทางอ้อม โดยไม่มีการจองเส้นทางสำหรับส่งผ่านข้อมูลเป็นการถาวร ทำให้ผู้ใช้หลายคนสามารถแบ่งกันใช้เส้นทางเดียวกันได้ ตามวิธีนี้ ข้อมูลที่ส่งจะถูกแบ่งออกเป็นท่อน ๆ แล้วเพิ่มส่วนหัว (header) ซึ่งมีการระบุผู้รับข้อมูลเข้าไปในแต่ละท่อนนั้น รวมเป็นหนึ่งแพกเก็ต (packet) ที่ชุมสายระหว่างทาง แต่ละแพกเก็ตจะถูกสวิตช์ไปสู่ผู้รับโดยใช้ข้อมูลในส่วนหัว แพกเก็ต ของผู้ส่งอาจไปถึงผู้รับคนเดียวกันโดยผ่านคนละเส้นทางกันได้ วิธีนี้มีข้อดีคือสามารถใช้สายส่งที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถประกันความเร็วในการสื่อสารได้ ลักษณะของการเชื่อมต่อแบบนี้จึงเหมาะสำหรับข้อมูลที่มีลักษณะขาดตอนเป็นห้วง ๆ ไม่ต่อเนื่อง และ ความล่าช้าของการส่งข้อมูลไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมาก เช่น การส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

วิธีการสวิตชิ่งของเครือข่าย ATM ผสมผสานระหว่างวิธีแบบการสวิตช์วงจร และ การสวิตช์แพกเก็ต ทำให้สามารถรวมข้อดีของทั้งสองวิธีได้ กล่าวคือ สามารถใช้สายส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ สามารถประกันความเร็วของการสื่อสารได้ด้วย ข้อดีของวิธีการสวิตชิ่งของเครือข่าย ATM นี้ทำให้มันเหมาะสมกับการส่งผ่านข้อมูลแบบแบบมัลติมีเดีย ซึ่งต้องสามารถรับส่งข้อมูลที่มีรูปแบบต่าง ๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพ

ตามวิธีการสวิตชิ่งของเครือข่าย ATM ข้อมูลที่ส่งจะถูกแบ่งออกเป็นท่อนๆ คล้ายกับวิธีของการสวิตช์แพกเก็ต โดยมีข้อแตกต่างกันคือ ข้อมูลแต่ละท่อนจะมีขนาดเท่ากันคือ 48 ไบต์ แล้วเพิ่มส่วนหัวขนาด 5 ไบต์ เข้าไปเป็นแพกเก็ตขนาด 53 ไบต์ โดยจะเรียกแพกเก็ตนี้ว่าเซล ผู้ส่งสามารถส่งเซลของ ATM ได้ทุกเมื่อตามต้องการ โดยไม่ต้องรอส่งแบบเข้าจังหวะ (asynchronous transfer) การที่กำหนดให้เซลมีขนาดเล็กและขนาดเท่ากันหมด ทำให้การส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ สามารถประกันความเร็วของการสื่อสารได้แต่ละชุมสาย เซลของ ATM จะถูกสวิตช์ไปสู่ผู้รับโดยใช้ข้อมูลที่ส่วนหัวคล้ายกับการสวิตช์แพกเก็ตดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม การสวิตช์เซลของ ATM ต่างจากการสวิตช์แพกเก็ต คือ เซลของ ATM ซึ่งมีขนาดความยาวคงที่ถูกสวิตช์ด้วย ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซึ่งสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การสวิตช์แพกเก็ตจะต้องทำด้วย ซอฟท์แวร์ (software) เพราะความยาวของแพกเก็ตไม่คงที่ ทำให้เสียเวลามาก ส่วนการตรวจสอบความถูกต้องของแต่ละเซลของ ATM ซึ่งเดิมต้องใช้วิธีทางซอฟท์แวร์ ก็ไม่เป็นสิ่งที่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการสื่อสารด้วยใยแก้วนำแสงสามารถรับประกันความถูกต้องได้สูงมาก

นอกจากระบบสื่อสารที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีระบบสื่อสารชนิดอื่น ๆ อีกที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ได้แก่ ระบบสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ด้วยความเร็วสูง ระบบสื่อสารผ่านสายโคแอกเซียล และระบบสื่อสารที่ใช้คลื่นไมโครเวฟทั้งภาคพื้นดิน และผ่านดาวเทียม

ตัวอย่างของเทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์ด้วยความเร็วสูง ได้แก่เทคโนโลยีสายปลายทางดิจิตอลแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Digital Subscriber Line: ADSL) ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกพัฒนาให้ใช้ได้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และ บริการภาพยนตร์ตามสั่ง (Video-On-Demand) แม้เทคโนโลยีนี้จะมีข้อดีที่ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางเครือข่ายการสื่อสารใหม่ก็ตาม มันก็มีขีดจำกัดด้านความเร็ว ความไ่ม่สมมาตรในการสื่อสาร และ ข้อจำกัดด้านระยะทาง ทำให้ระบบสื่อสารแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับทางด่วนข้อมูล ซึ่งต้องการการสื่อสารแบบตอบโต้สองทาง (two-way interactive) ด้วยความเร็วสูง

เทคโนโลยีระบบสื่อสารผ่านสายโคแอกเซียล แม้จะมีราคาในปัจจุบันถูกกว่าระบบที่ใช้ใยแก้วนำแสง แต่ก็มีขีดจำกัดด้านความเร็ว และระยะทาง ทำให้ไม่เหมาะสำหรับเป็นเทคโนโลยีหลักของทางด่วนข้อมูล อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้เสริมกับเทคโนโลยีที่ใช้ใยแก้วนำแสง ในการเชื่อมต่อเข้าสู่ครัวเรือน หรือ ปลายทาง เพื่อลดค่าใช้จ่าย

เทคโนโลยีระบบสื่อสารที่ใช้คลื่นไมโครเวฟ โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม มีข้อดีคือสามารถส่งสัญญาณครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างได้ง่าย ทำให้มีราคาถูก แต่เทคโนโลยีนี้มีจุดอ่อนคือ มีความเร็วต่ำ เพราะแถบความถี่ของคลื่นที่ใช้ได้มีอยู่จำกัด และมีความไม่สมมาตรในการสื่อสาร ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้เทคโนโลยีนี้สำหรับระบบสื่อสารเฉพาะบุคคล (personal communication) เช่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นหลัก

กล่าวโดยสรุป เมื่อพิจารณาดูโดยรวมแล้ว คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่าเทคโนโลยีระบบสื่อสารที่เหมาะที่จะใช้เป็นเครือข่ายหลักสำหรับทางด่วนข้อมูล คือ เทคโนโลยีระบบสื่อสารที่ใช้สายใยแก้วนำแสง เนื่องจากมีคุณสมบัติเหมาะสมดังกล่าวข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ที่เทคโนโลยีระบบสื่อสารแบบอื่นมีความเหมาะสมกว่า ก็อาจจะนำมาใช้ประกอบได้

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Excercise answer

PAN : Personal Area Network ระบบเครือข่ายนี้เป็น “ เครือข่ายเฉพาะบุคคล ” มีหลักการ ทำงานคือ ผู้ใช้เพียงพกอุปกรณ์รบส่งสัญญาณพิเศษขนาดเล็กไว้กับตัวก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เลย ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะส่งกระแสไฟฟ้าขนาดอ่านมาก ๆ เพื่อกระต้นให้เกิด Electric Fields (สนามไฟฟ้า) สำหรับความเร็วในการส่งข้อมูลนั้นอาจจะเร็วได้ถึง 2400 Bps ซึ่งระบบเครือข่าย PAN นี้เป็นต้นกำเนิด ให้เกิดการนำเอาไปประยุกต์ใช้มากมาย เช่น โทรศัพท์มือถือ Pocket PC เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้ จะใช้วิธีการสื่อสารที่เรียกว่า WPAN ( Wireless Personal Area Network) ซึ่งถือเป็นแขนงหนึ่งของ PAN โดยหลักการทำงานแทนที่จะใช้ สนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในร่างกายเราเป็นสื่อ ในการรับส่งข้อมูล ก็เปลี่ยนไปใช้คลื่นวิทยุที่มีระยะทำการสั้นแทน บางครั้งเราอาจจะรู้จัก WPAN ในชื่อของ Bluetooth (Bluetooth เป็นตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ WPAN) ซึ่ง WPAN มีระยะทำการ 1-10 เมตร และมีความเร็วไม่เกิน 1 Mbps
ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้เครือข่าย PAN นั้นก็มี
- Ultra Wide Band มาตรฐาน IEEE.802.15.3.a
- Bluetooth มาตรฐาน IEEE.802.15.1
-Zigbee มาตรฐาน IEEE.802.15.4
และยังนำระบบเครือข่ายนี้ มาใช้ในการรับส่งสัญญาณวิดีโอ ที่มีความละเอียดสูง(highdenfinitin vedio signal) ได้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประเภทระบบเครือข่าย



ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภาพในสำนักงาน ภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นจะช่วยให้ติดต่อกันได้สะดวก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ

2. เครือข่ายระดับเมื่อง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเคเบิลทีวีที่มีสมาชิกตามบ้านทั่วไปที่เราดูกันอยู่ทุกวันก็จัดเป็นระบบเครือข่ายแบบ MAN

3. ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network : WAN) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ระยะไกล เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น ระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลก ติดตั้งใช้งานบริเวณกว้างมีสถานีหรือจุดเชื่อมมากมาย และใช้สื่อกลางหลายชนิด เช่น ไมโครเวฟ ดาวเทียม เนื่องจากเป็นการติดต่อสื่อสารระยะไกล อัตราการรับส่งข้อมูลจึงต่ำ และมีโอกาสผิดพลาดได้สูง การสื่อสารระยะไกล จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณ คือ โมเด็ม ช่วยในการติดต่อสื่อสาร และสามารถนำเครือข่าย LAN มาเชื่อมต่อกัน เป็นเครือข่ายระยะไกลได้ ตัวอย่างของเครือข่ายระยะไกล เช่น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายระบบงานธนาคารทั่วโลก เครือข่ายของสายการบิน เป็นต้น


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำตอบแบบทดสอบ

คำตอบข้อที่ 1
การ์ดแลน เป็นอุปกรณ์รับ ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็น2 ประเภทคือ
1. การ์ดแลนแบบ PCI เป็นการ์ดแลนที่มีความเร็วในการส่งข้อมูล 10/100/1000 Mbps มีทั้งที่ประกอบเข้ากับเครื่อง PC และ โน๊ตบุค เช่น USB PARALLEL, PCMCIA, COMPACT FLASH
2. การ์ดแลนแบบ ISA เป็นการ์ดแลนที่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการ์ดแลนที่เป็นรุ่นเก่า


(จากรูป การ์ดแลนทางซ้ายมือเป็นแบบ PCI ทางขวามือเป็นแบบ ISA)


(การ์ดแลนแบบ PCMCIA)


(การ์ดแลนแบบ USB)

คำตอบแบบทดสอบ



คำถามข้อที่ 2

การส่งข้อมูลแบบมีสายที่นิยมใช้ มี 3 ชนิดดังนี้

1 สายคู่บิตเกลียว ( twisted-pair cable ) สายคู่บิตเกลียว เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟทั่งไป จำนวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2 ,4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีการพันบิดกันเป็นเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ สายสัญญาณคู่บิดเกลียวมีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 Hz ถึง 5 MHz ลักษณะของสายสัญญาณชนิดนี้มี 2 ลักษณะ คือ สายคู่บิดเกลียว แบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม(unshielded twisted-pair หรือ UTP ) และสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม ( shielded twisted-pair หรือ STP ) สำรับสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นดลหะห่อหุ้มจะมีชั้นโลหะที่ทำหน้าที่เป็นเกราะหุ้มเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ จะมี2 แบบคือ
1.1สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair : STP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นดังรูป เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1.2สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน(Unshielded Twisted Pair :UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่บางอีกชั้นดังรูป ทำให้สะดวกในการโค้งงอแต่สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิดแรก

2 สายโคแอกเชียล ( coaxial cable ) สายโคแอกเชียล เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz สาายโคแอกเชียลมีความเร็ว ในการส่งข้อมูลและมีราคาสูงกว่าสายคู่บิดเกลียว ลักษณะของสายโคแอกเชียลเป็นสายนำสัญญาณที่มีฉนวนหุ้มเป็นชั้นๆ หลายชั้นสลับกับตัวโลหะ ตัวนำโลหะชั้นในทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ส่วนตัวนำโลหะชั้นนอกทำหน้าที่เป็นสายดิน และเป็นเกราะป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ทำให้มีสัญญาณรบกวนตัวนำชั้นในน้อย จึงส่งข้อมูลได้ในระยะไกล






3 สายใยแก้วนำแสง ( optical fiber cable ) สายสัญญาณทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงห่อหุ้มวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่งข้อมูล ที่มีความถี่สูงได้ สัญญาณที่ส่งผ่านสายใยแก้วนำแสง คือแสง และสัญญาณรบกวนจากภายนอกมีเพียงอย่างเดียว คือ แสงจากภายนอก ดังนั้นสายใย แก้วนำแสงที่มีสภาพดี จะมีสัญญาณรบกวนน้อยมาก สายใยแก้วนำแสงมีราคาค่อนข้างสูงและดูแลรักษายากจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับ การใช้งานสื่อสารทั่วๆ ไปในองค์การขนาดเล็ก หรือในการสื่อสารที่ไม่ต้องการความเร็วสูง



คำตอบแบบทดสอบ

1. 2.


3.




คำตอบข้อที่ 3
การส่งข้อมูลแบบไร้สายหรือไม่มีสายมีอยู่ มีดังนี้

1. การส่งข้อมูลผ่านทางสัญญาณวิทยุ เป็นสื่อประเภทไร้สาย ( wireless media ) ที่มีการส่งข้อมุลเป็นสัญญาณคลื่อออนวิททยุไปในอากาศไปยังตัวรับสัญญาณ จึงทำให้ถูกสภาพแวดล้อมรบกวนข้อมูลได้ในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี การส่งสัญญาณวิธีนี้จะช่วยส่งข้อมูลในระยะทางไกล หรือในสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยในการใช้สายส่งข้อมูล สัญญาณคลื่นวิทยุสามารถแบ่งตามช่วงความถี่ (รูปที่ 1.)

2. การส่งข้อมูลผ่านคลื่นไมโครเวฟภาคพื้นดิน ( terrestrial microwave ) ไมโครเวฟภาคพื้นดิน เป็นการสื่อสารโดยใช้สื่อนำข้อมูลแบบไร้สายอีกประเภทหนึ่ง การสื่อสารประเภทนี้จะมีการส่งสัญญาณไมโครเวฟที่อยู่ห่างๆ กันทำการส่งส่งข้อมูลไปในอากาศไปยังเสารับข้อมูล ในกรณีที่ระยะทางห่างกันมาก หรือมีสิ่งกีดขวางสัญญาณ จะต้องใช้สถานีทวนสัญญาณ ( repeater station )เพื่อการส่งสัญญาณเป็นช่วงๆ การสื่อสารประเภทนี้สามารถส่งข้อมูลปริมาณมากได้ แต่ในบางครั้งอาจถูกสภาพแวดล้อมรบกวนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหรือมีพายุ จะทำให้การส่งข้อมูลทำได้ไม่ดีนัก (รูปที่ 2.)

3. สัญญาณไมโครเวฟบนอากาศ (Terrestrial Microwave)
สัญญาณไมโครเวฟบนอากาศมีความเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดของโลกซึ่งระบบไมโครเวฟจะทำการส่งสัญญาณวิทยุด้วยความเร็วสูงในเส้นทางรับฝ่ายเดียวโดยมีระยะทางของสถานีถ่ายทอดสัญญาณประมาณ 30 ไมล์ เสาสัญญาณไมโครเวฟโดยปกติจะติดตั้งบนดาดฟ้าของตึก อาคาร ภูเขาและยอดเขาสูง และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุ้นเคยในหลายๆ พื้นที่ของเมือง ซึ่งเสาสัญญาณทั้งหมดนี้ยังคงเป็นที่นิยมระดับกลางของเครือข่ายระยะไกลและเครือข่ายภายในเมืองหลวง

4. การส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม ( satellite communication ) การสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกที่มีการส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม โดยดาวเททียมจะทำหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณ เพื่อจัดส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีภาคพื้นดินอื่นๆ ระยะทางจากโลกถึงดาวเทียมประมาย 22,000 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ทำให้ข้อมูลที่ส่งไปยังดาวเทียมเกิดความล่าช้าขึ้นได้ โดยเฉลี่ยความล่าช้าที่เกิดขึ้นมีค่าประมาณ 2 วินาที การส่งข้อมูลวิธีนี้จะทำให้ส่งข้อมูล ที่มีระยะทางไกลมากๆ ได้ การสื่อสารผ่านดาวเทียมนิยมใช้สำหรับการสื่อสารระหว่างประเทศ (รูปที่ 3.)


5. การส่งข้อมูลผ่านทางคลื่นอินฟราเรด การสื่อสารคลื่นอินฟราเรดจะใช้เครื่องส่ง/เครื่องรับ(เครื่องรับส่ง, Transceivers) ที่ทำการเข้ารหัสของแสงอินฟราเรด เครื่องรับส่งจะต้องอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน หรือรับสัญญาณจากการสะท้อนของแสง เช่น การสะท้อนของแสงกับผนังห้อง ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการส่งสัญญาณอินฟราเรดและไมโครเวฟ คือ แสงอินฟราเรดไม่สามารถเจาะทะลุฝาผนังได้ ดังนั้นปัญหาความปลอดภัยและการรบกวนที่พบในระบบไมโครเวฟจึงไม่มีสำหรับอินฟราเรด

6. ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์ (Cellular Phone Systems)
ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์จะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยสัญญาณวิทยุ อย่างไรก็ตาม ระบบทั้งหมดนี้จะแยกออกตามภูมิประเทศในแต่ละพื้นที่ หรือเซลล์ ตัวอย่างจากหนึ่งส่วนไปยังหลายตารางไมล์ในพื้นที่ ซึ่งแต่ละเซลล์จะมีการส่งถ่ายข้อมูลสัญญาณต่ำหรืออุปกรณ์รับ - ส่งสัญญาณวิทยุที่ส่งไปยังเครื่องโทรศัพท์จากผู้โทรศัพท์ไปยังผู้รับสาย คอมพิวเตอร์และโพรเซสเซอร์ในการสื่อสารอื่นๆ ที่การทำงานร่วมกันและมีการควบคุมการส่งถ่ายไปยังผู้ใช้โทรศัพท์ไร้สายตามที่พวกเขานั้นอยู่คนพื้นที่กัน
ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์เมื่อก่อนนั้นจะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบสัญญาณอนาลอกในการปฏิบัติการซึ่งความถี่จะอยู่ที่ 800–900 MHz ของสัญญาณเซลลูลาร์ ระบบเซลลูลาร์ใหม่จะใช้เทคโนโลยีสัญญาณดิจิตอล ซึ่งมีปริมาณในการรับสูงสุดและมีความปลอดภัยมากที่สุด และได้มีการเพิ่มเติมการบริการเช่น การฝากข้อความเสียง (Voice Mail) การเรียกตัว (Paging) การฝากข้อความ (Messaging) และรหัสผู้โทร (Caller ID) ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ยังสามารถใช้ได้กับการบริการในการสื่อสารส่วนบุคคล (Personal Communications Service : PCS) ภายในระบบโทรศัพท์ ซึ่ง PCS นั้นมีการปฏิบัติการบนความถี่ 1,900 MHz ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลซึ่งมีความสัมพันธ์กับเซลลูลาร์ดิจิตอล อย่างไรก็ตามระบบโทรศัพท์ PCS นั้นยังมีน้อยในการใช้งานและมีคนใช้ระบบเซลลูลาร์มากกว่าและมีการใช้พลังงานต่ำอีกด้วยเช่นกัน

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Hi! Everybody....!


ขอปราทานโทดน้าคร้าบ.....

ตอนนี้บล็อก...กามลางอยู่ในช่วง

"ปรับปรุง" อยู่น้าคร้าบ