PAN : Personal Area Network ระบบเครือข่ายนี้เป็น “ เครือข่ายเฉพาะบุคคล ” มีหลักการ ทำงานคือ ผู้ใช้เพียงพกอุปกรณ์รบส่งสัญญาณพิเศษขนาดเล็กไว้กับตัวก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้เลย ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะส่งกระแสไฟฟ้าขนาดอ่านมาก ๆ เพื่อกระต้นให้เกิด Electric Fields (สนามไฟฟ้า) สำหรับความเร็วในการส่งข้อมูลนั้นอาจจะเร็วได้ถึง 2400 Bps ซึ่งระบบเครือข่าย PAN นี้เป็นต้นกำเนิด ให้เกิดการนำเอาไปประยุกต์ใช้มากมาย เช่น โทรศัพท์มือถือ Pocket PC เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้ จะใช้วิธีการสื่อสารที่เรียกว่า WPAN ( Wireless Personal Area Network) ซึ่งถือเป็นแขนงหนึ่งของ PAN โดยหลักการทำงานแทนที่จะใช้ สนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในร่างกายเราเป็นสื่อ ในการรับส่งข้อมูล ก็เปลี่ยนไปใช้คลื่นวิทยุที่มีระยะทำการสั้นแทน บางครั้งเราอาจจะรู้จัก WPAN ในชื่อของ Bluetooth (Bluetooth เป็นตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ WPAN) ซึ่ง WPAN มีระยะทำการ 1-10 เมตร และมีความเร็วไม่เกิน 1 Mbps
ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้เครือข่าย PAN นั้นก็มี
- Ultra Wide Band มาตรฐาน IEEE.802.15.3.a
- Bluetooth มาตรฐาน IEEE.802.15.1
-Zigbee มาตรฐาน IEEE.802.15.4
และยังนำระบบเครือข่ายนี้ มาใช้ในการรับส่งสัญญาณวิดีโอ ที่มีความละเอียดสูง(highdenfinitin vedio signal) ได้ด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ประเภทระบบเครือข่าย

ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภาพในสำนักงาน ภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นจะช่วยให้ติดต่อกันได้สะดวก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ
2. เครือข่ายระดับเมื่อง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเคเบิลทีวีที่มีสมาชิกตามบ้านทั่วไปที่เราดูกันอยู่ทุกวันก็จัดเป็นระบบเครือข่ายแบบ MAN
3. ระบบเครือข่ายระยะไกล (Wide Area Network : WAN) หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ระยะไกล เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ เช่น ระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลก ติดตั้งใช้งานบริเวณกว้างมีสถานีหรือจุดเชื่อมมากมาย และใช้สื่อกลางหลายชนิด เช่น ไมโครเวฟ ดาวเทียม เนื่องจากเป็นการติดต่อสื่อสารระยะไกล อัตราการรับส่งข้อมูลจึงต่ำ และมีโอกาสผิดพลาดได้สูง การสื่อสารระยะไกล จำเป็นต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณ คือ โมเด็ม ช่วยในการติดต่อสื่อสาร และสามารถนำเครือข่าย LAN มาเชื่อมต่อกัน เป็นเครือข่ายระยะไกลได้ ตัวอย่างของเครือข่ายระยะไกล เช่น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายระบบงานธนาคารทั่วโลก เครือข่ายของสายการบิน เป็นต้น
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
คำตอบแบบทดสอบ
คำตอบข้อที่ 1
การ์ดแลน เป็นอุปกรณ์รับ ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็น2 ประเภทคือ
1. การ์ดแลนแบบ PCI เป็นการ์ดแลนที่มีความเร็วในการส่งข้อมูล 10/100/1000 Mbps มีทั้งที่ประกอบเข้ากับเครื่อง PC และ โน๊ตบุค เช่น USB PARALLEL, PCMCIA, COMPACT FLASH
2. การ์ดแลนแบบ ISA เป็นการ์ดแลนที่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการ์ดแลนที่เป็นรุ่นเก่า

(จากรูป การ์ดแลนทางซ้ายมือเป็นแบบ PCI ทางขวามือเป็นแบบ ISA)
(การ์ดแลนแบบ PCMCIA)

(การ์ดแลนแบบ USB)
การ์ดแลน เป็นอุปกรณ์รับ ส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องหนึ่ง ซึ่งเป็น2 ประเภทคือ
1. การ์ดแลนแบบ PCI เป็นการ์ดแลนที่มีความเร็วในการส่งข้อมูล 10/100/1000 Mbps มีทั้งที่ประกอบเข้ากับเครื่อง PC และ โน๊ตบุค เช่น USB PARALLEL, PCMCIA, COMPACT FLASH
2. การ์ดแลนแบบ ISA เป็นการ์ดแลนที่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการ์ดแลนที่เป็นรุ่นเก่า

(จากรูป การ์ดแลนทางซ้ายมือเป็นแบบ PCI ทางขวามือเป็นแบบ ISA)

(การ์ดแลนแบบ PCMCIA)

(การ์ดแลนแบบ USB)
คำตอบแบบทดสอบ
คำถามข้อที่ 2
การส่งข้อมูลแบบมีสายที่นิยมใช้ มี 3 ชนิดดังนี้
1 สายคู่บิตเกลียว ( twisted-pair cable ) สายคู่บิตเกลียว เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟทั่งไป จำนวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2 ,4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีการพันบิดกันเป็นเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ สายสัญญาณคู่บิดเกลียวมีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 Hz ถึง 5 MHz ลักษณะของสายสัญญาณชนิดนี้มี 2 ลักษณะ คือ สายคู่บิดเกลียว แบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม(unshielded twisted-pair หรือ UTP ) และสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม ( shielded twisted-pair หรือ STP ) สำรับสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นดลหะห่อหุ้มจะมีชั้นโลหะที่ทำหน้าที่เป็นเกราะหุ้มเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ จะมี2 แบบคือ
1.1สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair : STP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นดังรูป เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1.2สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน(Unshielded Twisted Pair :UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่บางอีกชั้นดังรูป ทำให้สะดวกในการโค้งงอแต่สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิดแรก

การส่งข้อมูลแบบมีสายที่นิยมใช้ มี 3 ชนิดดังนี้
1 สายคู่บิตเกลียว ( twisted-pair cable ) สายคู่บิตเกลียว เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟทั่งไป จำนวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2 ,4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีการพันบิดกันเป็นเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ สายสัญญาณคู่บิดเกลียวมีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 Hz ถึง 5 MHz ลักษณะของสายสัญญาณชนิดนี้มี 2 ลักษณะ คือ สายคู่บิดเกลียว แบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม(unshielded twisted-pair หรือ UTP ) และสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม ( shielded twisted-pair หรือ STP ) สำรับสายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นดลหะห่อหุ้มจะมีชั้นโลหะที่ทำหน้าที่เป็นเกราะหุ้มเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ จะมี2 แบบคือ
1.1สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair : STP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นดังรูป เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

1.2สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน(Unshielded Twisted Pair :UTP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่บางอีกชั้นดังรูป ทำให้สะดวกในการโค้งงอแต่สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิดแรก

2 สายโคแอกเชียล ( coaxial cable ) สายโคแอกเชียล เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz สาายโคแอกเชียลมีความเร็ว ในการส่งข้อมูลและมีราคาสูงกว่าสายคู่บิดเกลียว ลักษณะของสายโคแอกเชียลเป็นสายนำสัญญาณที่มีฉนวนหุ้มเป็นชั้นๆ หลายชั้นสลับกับตัวโลหะ ตัวนำโลหะชั้นในทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ส่วนตัวนำโลหะชั้นนอกทำหน้าที่เป็นสายดิน และเป็นเกราะป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ทำให้มีสัญญาณรบกวนตัวนำชั้นในน้อย จึงส่งข้อมูลได้ในระยะไกล

3 สายใยแก้วนำแสง ( optical fiber cable ) สายสัญญาณทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงห่อหุ้มวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งข้อมูลเท่ากับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่งข้อมูล ที่มีความถี่สูงได้ สัญญาณที่ส่งผ่านสายใยแก้วนำแสง คือแสง และสัญญาณรบกวนจากภายนอกมีเพียงอย่างเดียว คือ แสงจากภายนอก ดังนั้นสายใย แก้วนำแสงที่มีสภาพดี จะมีสัญญาณรบกวนน้อยมาก สายใยแก้วนำแสงมีราคาค่อนข้างสูงและดูแลรักษายากจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับ การใช้งานสื่อสารทั่วๆ ไปในองค์การขนาดเล็ก หรือในการสื่อสารที่ไม่ต้องการความเร็วสูง

คำตอบแบบทดสอบ
1.
2.
3.คำตอบข้อที่ 3
การส่งข้อมูลแบบไร้สายหรือไม่มีสายมีอยู่ มีดังนี้
1. การส่งข้อมูลผ่านทางสัญญาณวิทยุ เป็นสื่อประเภทไร้สาย ( wireless media ) ที่มีการส่งข้อมุลเป็นสัญญาณคลื่อออนวิททยุไปในอากาศไปยังตัวรับสัญญาณ จึงทำให้ถูกสภาพแวดล้อมรบกวนข้อมูลได้ในช่วงที่สภาพอากาศไม่ดี การส่งสัญญาณวิธีนี้จะช่วยส่งข้อมูลในระยะทางไกล หรือในสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยในการใช้สายส่งข้อมูล สัญญาณคลื่นวิทยุสามารถแบ่งตามช่วงความถี่ (รูปที่ 1.)
2. การส่งข้อมูลผ่านคลื่นไมโครเวฟภาคพื้นดิน ( terrestrial microwave ) ไมโครเวฟภาคพื้นดิน เป็นการสื่อสารโดยใช้สื่อนำข้อมูลแบบไร้สายอีกประเภทหนึ่ง การสื่อสารประเภทนี้จะมีการส่งสัญญาณไมโครเวฟที่อยู่ห่างๆ กันทำการส่งส่งข้อมูลไปในอากาศไปยังเสารับข้อมูล ในกรณีที่ระยะทางห่างกันมาก หรือมีสิ่งกีดขวางสัญญาณ จะต้องใช้สถานีทวนสัญญาณ ( repeater station )เพื่อการส่งสัญญาณเป็นช่วงๆ การสื่อสารประเภทนี้สามารถส่งข้อมูลปริมาณมากได้ แต่ในบางครั้งอาจถูกสภาพแวดล้อมรบกวนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหรือมีพายุ จะทำให้การส่งข้อมูลทำได้ไม่ดีนัก (รูปที่ 2.)
3. สัญญาณไมโครเวฟบนอากาศ (Terrestrial Microwave)
สัญญาณไมโครเวฟบนอากาศมีความเกี่ยวข้องกับแรงดึงดูดของโลกซึ่งระบบไมโครเวฟจะทำการส่งสัญญาณวิทยุด้วยความเร็วสูงในเส้นทางรับฝ่ายเดียวโดยมีระยะทางของสถานีถ่ายทอดสัญญาณประมาณ 30 ไมล์ เสาสัญญาณไมโครเวฟโดยปกติจะติดตั้งบนดาดฟ้าของตึก อาคาร ภูเขาและยอดเขาสูง และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุ้นเคยในหลายๆ พื้นที่ของเมือง ซึ่งเสาสัญญาณทั้งหมดนี้ยังคงเป็นที่นิยมระดับกลางของเครือข่ายระยะไกลและเครือข่ายภายในเมืองหลวง
4. การส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม ( satellite communication ) การสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกที่มีการส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม โดยดาวเททียมจะทำหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณ เพื่อจัดส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีภาคพื้นดินอื่นๆ ระยะทางจากโลกถึงดาวเทียมประมาย 22,000 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลมาก ทำให้ข้อมูลที่ส่งไปยังดาวเทียมเกิดความล่าช้าขึ้นได้ โดยเฉลี่ยความล่าช้าที่เกิดขึ้นมีค่าประมาณ 2 วินาที การส่งข้อมูลวิธีนี้จะทำให้ส่งข้อมูล ที่มีระยะทางไกลมากๆ ได้ การสื่อสารผ่านดาวเทียมนิยมใช้สำหรับการสื่อสารระหว่างประเทศ (รูปที่ 3.)
5. การส่งข้อมูลผ่านทางคลื่นอินฟราเรด การสื่อสารคลื่นอินฟราเรดจะใช้เครื่องส่ง/เครื่องรับ(เครื่องรับส่ง, Transceivers) ที่ทำการเข้ารหัสของแสงอินฟราเรด เครื่องรับส่งจะต้องอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน หรือรับสัญญาณจากการสะท้อนของแสง เช่น การสะท้อนของแสงกับผนังห้อง ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการส่งสัญญาณอินฟราเรดและไมโครเวฟ คือ แสงอินฟราเรดไม่สามารถเจาะทะลุฝาผนังได้ ดังนั้นปัญหาความปลอดภัยและการรบกวนที่พบในระบบไมโครเวฟจึงไม่มีสำหรับอินฟราเรด
6. ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์ (Cellular Phone Systems)
ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์จะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารด้วยสัญญาณวิทยุ อย่างไรก็ตาม ระบบทั้งหมดนี้จะแยกออกตามภูมิประเทศในแต่ละพื้นที่ หรือเซลล์ ตัวอย่างจากหนึ่งส่วนไปยังหลายตารางไมล์ในพื้นที่ ซึ่งแต่ละเซลล์จะมีการส่งถ่ายข้อมูลสัญญาณต่ำหรืออุปกรณ์รับ - ส่งสัญญาณวิทยุที่ส่งไปยังเครื่องโทรศัพท์จากผู้โทรศัพท์ไปยังผู้รับสาย คอมพิวเตอร์และโพรเซสเซอร์ในการสื่อสารอื่นๆ ที่การทำงานร่วมกันและมีการควบคุมการส่งถ่ายไปยังผู้ใช้โทรศัพท์ไร้สายตามที่พวกเขานั้นอยู่คนพื้นที่กัน
ระบบโทรศัพท์เซลลูลาร์เมื่อก่อนนั้นจะใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบสัญญาณอนาลอกในการปฏิบัติการซึ่งความถี่จะอยู่ที่ 800–900 MHz ของสัญญาณเซลลูลาร์ ระบบเซลลูลาร์ใหม่จะใช้เทคโนโลยีสัญญาณดิจิตอล ซึ่งมีปริมาณในการรับสูงสุดและมีความปลอดภัยมากที่สุด และได้มีการเพิ่มเติมการบริการเช่น การฝากข้อความเสียง (Voice Mail) การเรียกตัว (Paging) การฝากข้อความ (Messaging) และรหัสผู้โทร (Caller ID) ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ยังสามารถใช้ได้กับการบริการในการสื่อสารส่วนบุคคล (Personal Communications Service : PCS) ภายในระบบโทรศัพท์ ซึ่ง PCS นั้นมีการปฏิบัติการบนความถี่ 1,900 MHz ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลซึ่งมีความสัมพันธ์กับเซลลูลาร์ดิจิตอล อย่างไรก็ตามระบบโทรศัพท์ PCS นั้นยังมีน้อยในการใช้งานและมีคนใช้ระบบเซลลูลาร์มากกว่าและมีการใช้พลังงานต่ำอีกด้วยเช่นกัน
วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

